HANDS-ON REVIEW นาฬิกา RADO CAPTAIN COOK HIGH-TECH CERAMIC SKELETON 2024 | AUCTION HOUSE

ในปี 2024 นี้ แบรนด์ Rado ได้เปิดตัวนาฬิกาใหม่ที่น่าสนใจหลากหลายรุ่น ซึ่งในวันนี้เราจะนำนาฬิการุ่นยอดนิยมอย่าง Rado Captain Cook High-Tech Ceramic Skeleton มารีวิวให้ทุกคนได้ดูกัน โดยรุ่นใหม่ปีนี้จะมาในเฉดสีเขียวมะกอกทั้ง 2 รุ่น แต่จะแตกต่างกันที่วัสดุสายนาฬิกา คือ Ref. R32150162 จะเป็นสายไฮเทคเซรามิก ส่วน Ref. R32150168 นั้นเป็นสายยาง มาติดตามไปพร้อมกันได้เลยว่าแต่ละเรือนน่าสนใจยังไงบ้าง

Rado (ราโด) แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสที่เชี่ยวชาญในการคิดค้นวัสดุที่แปลกใหม่ต่าง ๆ จนได้ชื่อว่าเป็น “Master of Materials” พร้อมทั้งยังดำเนินกิจการด้วยปรัชญาที่กล่าวไว้ว่า “ถ้าเราสามารถจินตนาการสิ่งใดขึ้นมาได้ เราก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งนั้นได้ ถ้าเราสร้างสรรค์สิ่งใดได้ เราก็จะทำสิ่งนั้น” ซึ่งทางแบรนด์ยังคงยึดมั่นกับปณิธานนี้ตลอดมา จนสามารถสร้างตำนานผลิตนาฬิกาที่สามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นเรือนแรกของโลก และยังสร้างสรรค์นาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของแบรนด์ได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังได้คิดค้นและพัฒนาวัสดุใหม่ที่ชื่อว่า “ไฮเทคเซรามิก” (High-Tech Ceramic) ที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ จนได้ถูกขนานนามกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุเสมอมา

สำหรับเรื่องราวของนาฬิกา Captain Cook นั้นได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1962 ที่มีนาฬิกาในตระกูลนี้ออกมาเป็นครั้งแรก โดยชื่อนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากกัปตันเรือ James Cook ผู้เป็นหนึ่งในนักสำรวจชาวอังกฤษรุ่นบุกเบิกในประวัติศาสตร์ ที่ได้ค้นพบสถานที่สำคัญหลายแห่งทั่วโลก เช่น หมู่เกาะคุก, ช่องแคบคุก และ Mount Cook ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ ทั้งหมดนี้ทำให้ทางแบรนด์ Rado ชื่นชมและนับถือในตัวกัปตันคุกเป็นอย่างมาก จึงได้นำชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อนาฬิกาที่อยู่ภายใต้คอลเลกชันในชื่อเดียวกันคือ Captain Cook

โดยนาฬิกา Captain Cook นี้ ถูกออกแบบมาให้เป็นนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของแบรนด์ Rado มีขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียว ที่ได้รับการออกแบบทำมุมองศาให้ลาดเอียงเข้ามาด้านใน มาพร้อมหน้าปัดสีดำ มีหลักชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมและสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดใหญ่ พร้อมเข็มชั่วโมงที่เป็นทรงลูกศรขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการเคลือบด้วยสารเรืองแสง เพื่อให้สามารถอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนในที่มืด

นอกจากนี้แล้ว อีกจุดเด่นก็คือสัญลักษณ์รูปสมอเรือที่อยู่ตรงตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งจะสามารถหมุนได้เพื่อบ่งบอกว่านาฬิกาทำงานได้ปกติ หรือนาฬิกาจำเป็นต้องเข้ารับการบริการบำรุงรักษาหากสมอเรือนั้นหยุดหมุน และสมอเรือนี้ยังได้กลายเป็นโลโก้ของแบรนด์ Rado เลยทีเดียว

โดยการดีไซน์ทั้งหมดนี้ก็ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชันนี้ไปโดยปริยาย และในปี 2021 แบรนด์ Rado ก็ได้นำวัสดุ High-Tech Ceramic เข้ามาอยู่ในคอลเลกชัน Captain Cook เป็นครั้งแรกอีกด้วย สำหรับในปัจจุบัน คอลเลกชัน Captain Cook ก็เป็นหนึ่งในคอลเลกชันหลักของ Rado ที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกเป็นอย่างมาก

ล่าสุดในปี 2024 นี้ แบรนด์ Rado ได้เปิดตัว Captain Cook High-Tech Ceramic Skeleton นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาในคอลเลกชัน Captain Cook โดดเด่นด้วยโทนสีเขียวมะกอก หรือ Olive-Green ซึ่งจะมีตัวเลือกระหว่างสาย High-Tech Ceramic หรือ สายยาง โดยตัวเรือนนั้นแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตเซรามิก และสื่อถึงความเป็น Master of Materials ของ Rado ได้เป็นอย่างดี

สำหรับวัสดุของตัวเรือนที่เห็นอยู่นี้ถูกเรียกว่าไฮเทคเซรามิก ซึ่งเป็นวัสดุพิเศษที่ Rado พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เป็นการผสมผสานผงอะลูมิเนียมออกไซด์ เซอร์โคเนียมออกไซด์ และซิลิคอนไนไตรด์ที่บริสุทธิ์ เพื่อขึ้นรูปให้มีรูปทรงเฉพาะตัว มีขั้นตอนในการผลิตที่ซับซ้อน ต้องใช้แรงดันสูงถึง 1,000 บาร์ และมีการเผาที่อุณหภูมิสูงถึง 1,450 องศา โดยขั้นตอนทั้งหมดนี้ต้องผ่านการควบคุมอย่างเคร่งครัด ซึ่งเทียบเท่าอยู่ในระดับเดียวกับการผลิตจรวดเลยทีเดียว! ทั้งหมดนี้ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีคุณสมบัติที่พิเศษ เพราะมีความแข็งและทนทานเป็นอย่างมาก

โดยมีค่าความแข็งบน Vickers Scale สูงถึง 1,250HV! ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ Stainless Steel 316L ที่จะมีค่าความแข็งเพียง 150HV เท่านั้น ส่งผลให้นาฬิกา High-Tech Ceramic ของ Rado ดูใหม่ตลอดเวลา และยังเป็นนาฬิกาในยุคปัจจุบันที่สามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้สูงสุด นอกจากนี้ก็ยังคงคุณสมบัติอันโดดเด่นของ Ceramic ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เบา ความทนทานต่อการกัดกร่อน และเป็น Hypoallergenic หรือ การที่ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง จึงเหมาะสำหรับคนผิวแพ้ง่ายเป็นอย่างยิ่ง

โดยนาฬิกาที่เห็นอยู่นี้เป็นรุ่นใหม่ของปี 2024 จะมีสายนาฬิกาให้เลือกสองแบบ คือ สายที่ใช้วัสดุ High-Tech Ceramic เช่นเดียวกับตัวเรือน หรือ สายยางเฉดสีเขียวพิเศษ โดยทั้งคู่มาพร้อมตัวเรือนวัสดุ High-Tech Ceramic ที่มีโครงสร้างแบบชิ้นเดียว มาในโทนสีเขียวมะกอกแบบด้าน ขนาด 43 มิลลิเมตร หนา 14.6 มิลลิเมตร

หน้าปัดเป็นแบบสเกเลตันที่เผยให้เห็นการทำงานของกลไกที่ได้รับการขัดแต่งอย่างสวยงาม ให้ภาพลักษณ์แบบร่วมสมัย (Contemporary) นอกจากนี้จะมีการออกแบบที่ใช้ PVD สีโรสโกลด์มาตัดในองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น เม็ดมะยม, ขอบหน้าปัด, หลักชั่วโมง, ชุดเข็มชั่วโมงนาที รวมไปถึงสะพานจักรตรงกลางหน้าปัดอีกด้วย

โดยรูปแบบของเข็มและหลักชั่วโมง จะยึดการออกแบบของ Captain Cook ตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียว และขอบสเกลบอกนาทีแบบละเอียด ที่มีการทำมุมองศาลาดเอียงเข้าด้านใน ซึ่งทั้งสองได้รับการพัฒนามาใช้วัสดุ High-Tech Ceramic สีเขียวมะกอก, เข็มชั่วโมงรูปทรง 3 เหลี่ยมขนาดใหญ่, หลักชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสลับกับสี่เหลี่ยมคางหมู

รวมไปถึงพรายน้ำสีขาวขนาดใหญ่ ซึ่งในรุ่นนี้จะใช้ Super-LumiNova® ทำให้สามารถอ่านเวลาได้อย่างชัดเจนในใต้น้ำและที่มืด และมีโลโก้รูปสมอเรือหมุนอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ทั้งหมดนี้มองผ่านกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมที่เคลือบสารป้องกันการสะท้อนทั้งสองด้าน ทำให้อ่านเวลาได้อย่างชัดเจน แม้แสงจะตกกระทบ และมีประสิทธิภาพในการกันน้ำลึกได้ถึง 300 เมตร ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาถือว่าเป็นการผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ของ Captain Cook ในอดีตให้เข้ากับการออกแบบและวัสดุที่ทันสมัยได้อย่างลงตัวสวยงาม

พลิกกลับมาดูด้านหลังจะเห็นฝาหลังที่ทำมาจากไทเทเนียมพร้อมช่องกระจก Sapphire เผยให้เห็นการทำงานของกลไกอัตโนมัติ R808 ซึ่งเป็นกลไกใหม่ของแบรนด์ ที่ได้รับการขัดแต่งเก็บงานเป็นอย่างดี มาพร้อมแฮร์สปริง Nivachron™ ที่สามารถป้องกันสนามแม่เหล็กได้ โดดเด่นด้วย Rotor Weight รูปทรงสมอเรือ และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าสะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก เพราะสามารถถอดนาฬิกาไว้ข้ามวันเสาร์-อาทิตย์ แล้วค่อยหยิบขึ้นมาใช้งานต่อในวันจันทร์ได้อย่างสบาย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่านาฬิกาจะหยุดเดิน

สำหรับการที่มีนาฬิกามีสายทั้ง 2 แบบให้เลือกใช้นั้น นับว่าเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะผู้สวมใส่แต่ละคนสามารถเลือกแบบวัสดุของสายให้ตรงกับความชอบ หรือตรงกับการใช้งานได้เป็นอย่างดี สำหรับราคานาฬิกาพร้อมสายไฮเทคเซรามิก ราคาจะอยู่ที่ 169,100 บาท ส่วนรุ่นพร้อมสายยาง ราคาอยู่ที่ 156,200 บา